Sunday, January 19, 2014

เล่มที่ 4 บทที่ 36 CALL TO THE TRIBULATION SAINTS (การทรงเรียกของธรรมิกชน)



MYSTERY BABYLON THE GREAT WHORE

Chapter 36 CALL to the TRIBULATION SAINTS

การทรงเรียกของธรรมิกชน(144,000 คน)

This Chapter is dedicated to those of YOU who will remain after the RAPTURE of the BRIDE, to PREACH the TRUE WORD of GOD during the GREAT TRIBULATION and COLLECT the WEDDING GUESTS for RAPTURE. The CALLING you RECEIVE as a TRIBULATION SAINT may be a subtle or an ABRUPT CALLING. However, in either case, YOU will KNOW that GOD has CALLED YOU to SERVE HIM as a TRIBULATION SAINT.

ในบทนี้อุทิศให้กับท่านทั้งหลายผู้ซึ่งจะยังคงมีชีวิตอยู่หลังจากเหตุการณ์แรพเจอร์เจ้าสาวของพระคริสต์ครั้งแรก เพื่อประกาศความจริงของพระวจนะพระเจ้าในระหว่างช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยากลำบากและเพื่อรวบรวมแขกรับเชิญงานแต่งเพื่อการแรพเจอร์ครั้งที่สอง การทรงเรียกที่คุณได้รับในฐานะธรรมิกชน อาจฟังดูยากที่จะเข้าใจหรืออาจจะเป็นการทรงเรียกแบบกระทันหัน แต่อย่างไรก็ตามไม่ว่ากรณีไหนคุณจะรู้เองว่าพระเจ้าได้เรียกคุณให้รับใช้พระองค์ในฐานะธรรมิกชน

Although each and every one of YOU will differ in background and be quite diverse in lifestyles, YOU will ALL have one thing in common; YOU will have ALL READ MY BOOKS and BELIEVE that which YOU have READ! This will be the COMMON BOND between YOU and the others that are to be TRIBULATION SAINTS. Anyone claiming to be a TRIBULATION SAINT that has not READ ALL FOUR BOOKS and cannot QUOTE THEM VERBATIM, is imposters, and should be avoided, for they are sent by Satan to infiltrate the SAINTS. There aren't any other books in existence that can EXPLAIN in DETAIL that which is PROPHESIED in the WORD of GOD, without error, as does MY FOUR BOOKS!

แม้ว่าในแต่ละคนที่ถูกเรียกจะมาจากพื้นฐานที่แตกต่างกันมีลักษณะชีวิตไม่เหมือนกัน แต่คุณทุกคนมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ ทุกคนจะได้อ่านหนังสือของผมและเชื่อในสิ่งที่คุณได้อ่าน นี่เป็นเหมือนสิ่งที่เชื่อมโยงพวกคุณทุกคนเข้าไว้ด้วยกัน ใครก็ตามที่เรียกตัวเองว่าเป็นธรรมิกชนแต่ไม่เคยอ่านหนังสือทั้ง 4 เล่มนี้และไม่สามารถกล่าวถึงข้อความเนื้อหาที่ผมเขียนได้ คนเหล่านั้นคือพวกแปลกปลอม และควรจะหลีกเลี่ยงให้มากเพราะพวกเขาถูกมารส่งมาเพื่อแทรกซึมอยู่ในพวกเหล่าธรรมิกชน ไม่มีหนังสือเล่มใดในโลกที่จะอธิบายรายละเอียดที่ได้ถูกกล่าวพยากรณ์ล่วงหน้าในพระวจนะพระเจ้าอย่างไม่มีข้อบกพร่องเท่ากับหนังสือ 4 เล่มนี้

Anyone approaching YOU, claiming to be a TRIBULATION SAINT can and should be TESTED. Simply ask them to explain the meaning of the SECOND CHAPTER of the Book of Habakkuk. ASK them to IDENTIFY by TITLE and NAME the PERSON spoke of in VERSES 3,4, and 5 of the SECOND CHAPTER, and how this PERSON relates to the SCRIPTURE given in the 13th VERSE of the SECOND CHAPTER of Habakkuk. They should be able to tell you that the PERSON IDENTIFIED in the 3rd, 4th, and 5th, VERSES is the SAME PERSON in SPIRIT who's TITLE is given in the 13th VERSE of Habakkuk. If they do not know this, then they are not TRIBULATION SAINTS


ใครก็ตามที่เข้ามาหาคุณแล้วบอกว่าเขาเป็นธรรมิกชนนั้นสามารถตรวจสอบได้ และคุณจำเป็นต้องตรวจสอบด้วย วิธีการง่ายมาก เพียงคุณให้เขาอธิบายความหมายของบทที่สองของพระธรรมฮาบากุก ให้เขาระบุเจาะจงถึงตำแหน่งและชื่อของบุคคลที่ถูกพูดถึงในข้อ 3,4, และ 5 ของบทที่สอง และบุคคลเหล่านั้นเกี่ยวข้องอย่างไรกับพระวจนะในบทที่ 13 ของพระธรรมฮาบากุกบทที่ 2 เขาเหล่านั้นควรจะต้องตอบได้ว่าบุคคลที่ถูกระบุถึงในข้อที่ 3,4, และ 5 นั้นเป็นบุคคลเดียวกันในฝ่ายวิญญาณ โดยตำแหน่งนั้นถูกระบุอยู่ในข้อที่ 13 หากพวกเขาตอบไม่ได้ก็แสดงว่าพวกเขาเหล่านั้นไม่ใช่ธรรมิกชน


Micah 6:9 THE LORD'S VOICE crieth unto the city, and the man of WISDOM shall SEE THY NAME: HEAR YE THE ROD, AND WHO HATH APPOINTED IT.


มีคาห์ 6:9 พระสุรเสียงของพระเจ้าประกาศแก่นครนั้น  (ที่จะยำเกรงพระนามของพระองค์  ก็เป็นสติปัญญาแท้)"โอ  เผ่าชนและชุมนุมชนแห่งนครนั้นเอ๋ย  จงฟังเถิด
                               
TOOLS for YOUR MINISTRIES
เครื่องมือสำหรับการรับใช้ของท่าน


Each PERSON designated to be a TRIBULATION SAINT should have with them at all times, the King James 1611 Authorized Version of the HOLY BIBLE, a copy of each of the FOUR BOOKS I (Robert)have WRITTEN for THE LORD, and a Dictionary of the English language. These will be the TOOLS for YOUR MINISTRY, and YOUR MINISTRY will be in YOUR SERVING GOD, by ADHERING to the TESTIMONY of JESUS CHRIST; exactly how it is WRITTEN in the GOSPELS ACCORDING to JESUS' WORDS. OMIT from YOUR testimony all of the other words written by the DISCIPLES in the GOSPELS, except for that which the DISCIPLE JOHN WROTE. John's WORDS as are the WORDS of JESUS CHRIST, the TRUE WORD of GOD, they are not misleading as are the words of Luke, Matthew, and in some cases Mark. John's WORDS can be used as part of YOUR testimony regarding the TRUTH in the WORD of GOD.


สิ่งที่ธรรมิกชนทุกคนจะต้องมีติดตัวตลอดเวลาคือ พระคัมภีร์ฉบับ King James 1611 และสำเนาหนังสือของผมทั้ง 4 เล่ม ที่ถูกเขียนขึ้นเพื่อพระเจ้า และพจนานุกรมภาษาอังกฤษ นี่คือเครื่องมือที่คุณจะต้องใช้ในพันธกิจของคุณ และพันธกิจของคุณคือการรับใช้พระเจ้า โดยการยึดคำพยานของพระเยซูคริสต์ตามที่เขียนไว้ในพระกิตติคุณตามถ้อยคำของพระเยซูคริสต์ และข้ามส่วนที่เป็นถ้อยคำที่เขียนจากเหล่าสาวกไป นอกเหนือจากสิ่งที่ยอห์นเขียน ส่ิงที่ยอห์นเขียนคือพระคำของพระเยซูคริสต์ พระวจนะแท้จริงที่มาจากพระเจ้า ซึ่งไม่ถูกล่อลวงหรือนำให้เข้าใจผิดไปเช่นกับของลูกา, มัทธิว, และมาระโก ถ้อยคำที่ยอห์นเขียนสามารถนำไปใช้ในพันธกิจของคุณได้เพราะเป็นถ้อยคำจริงของพระเจ้า

The WORDS SPOKEN by JESUS CHRIST in ALL FOUR GOSPELS (EXCEPT for Luke 2:49, for JESUS never spoke those words) are ACCURATE for the most part; with those in the GOSPEL of John being the most ACCURATE and those in the GOSPEL of Luke being the LEAST ACCURATE. Nevertheless, ALL SCRIPTURE relating to JESUS' WORDS can be quoted as TRUTH, regardless of the GOSPEL they are taken from.

คำพูดที่ได้กล่าวโดยพระเยซูคริสต์ (ด้วยอักษรสีแดงในภาษาอังกฤษ KJV 1611) ในพระกิตติคุณสี่เล่ม (ยกเว้นลูกาบทที่2:49 เพราะพระเยซูไม่เคยพูดคำเหล่านั้น) เป็นถ้อยคำที่ถูกต้องชัดเจนที่สุด โดยเฉพาะในพระธรรมยอห์น ส่วนพระธรรมลูกาถูกต้องน้อยที่สุด อย่างไรก็ดีถ้อยคำในพระคำภีร์ที่เกี่ยวข้องกับคำพูดของพระเยซูสามารถกล่าวได้ว่าเป็นความจริงมากกว่าส่วนอื่นๆในพระคำภีร์

Each of the TRIBULATION SAINTS will be GIVEN at least THREE GIFTS by THE HOLY SPIRIT of GOD thus enabling them to PREACH in the NAME of GOD by ANOINTING (EMPOWERMENT) from GOD. ALL of their PREACHING regarding END-TIME PROPHECY should strictly ADHERE to that which is WRITTEN in MY FOUR BOOKS and should not DEVIATE from the BOOKS whatsoever.

ธรรมิกชนแต่ละคนจะได้รับของประทานอย่างน้อยสามอย่างจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า เพื่อที่จะสามารถเทศนาโดยการเจิม ด้วยฤทธานุภาพจากพระเจ้า ทุกคนจะเทศนาเกี่ยวกับคำพยากรณ์ยุคสุดท้ายโดยยึดตามหนังสือทั้งสี่เล่มของข้าพเจ้่า และไม่ควรเบี่ยงเบนไปจากนี้


CALLING to SERVICE
การทรงเรียกเพื่อการรับใช้


ALL that are CALLED into SERVICE as TRIBULATION SAINTS are NSIDGRED the BRIDE; whether they are of the EARTH ANGEL or NOT there isn’t any relevance at this time in distinguishing between the ANGELand  the BRIDE. Each and every PERSON CALLED into SERVICE as a SAINT will feel an overwhelming PRESENCE of THE HOLY SPIRIT, and a lingering humming or ringing noise in their ears. This noise will remain with them after the ANOINTING has taken place; this will be a PERMANENT CONDITION and a SIGN of their ANOINTING, and it will take some getting use to.

ทุกคนที่ถูกเรียกเข้าสู่การรับใช้ให้เป็นธรรมิกชนนี้ถูกรวมอยู่ในกลุ่มของเจ้าสาวของพระคริสต์ แม้ว่าพวกเขาจะเป็นฑูตสวรรค์ของโลกหรือไม่ก็ตาม เนื่องจากในเวลานี้จะไม่มีความแตกต่างกันระหว่างฑูตสวรรค์และเจ้าสาว แต่ละคนและทุกคนที่ถูกเรียกเข้าสู่การรับใช้ให้เป็นธรรมิกชนจะรู้สึกเต็มล้นด้วยการทรงสถิตของพระวิญญาณบริสุทธิ์ และจะได้ยินเสียงกุ๊งกิ๊งๆดังแว่วอยู่ในหูของเขา เสียงเหล่านี้จะเกิดกับพวกเขาหลังจากที่ถูกเจิม และจะเป็นสิ่งที่คงอยู่ตลอดไปรวมถึงสัญญาณของการเจิมนี้ด้วย แต่พวกเขาจะค่อยๆปรับตัวและชินกับมันเอง

Some of the SAINTS will also EXPERIENCE faint but obvious wavy lines in their physical vision. These SAINTS will have been GIVEN the GIFT of SPIRITUAL DISCERNMENT, and the wavy lines will vary from being subtle in appearance to being quite distracting at times. What they will be seeing in the wavy lines is the presence of spirit, their own spirit and also the spirit of others around them.

ธรรมิกชนบางคนจะมีประสบการณ์ในการล้มในพระวิญญาณแล้วพวกเขาจะสามารถมองเห็นคลื่นบางอย่างได้ด้วยตาเปล่า เพราะธรรมิกชนเหล่านี้จะได้รับของประทานการสังเกตุวิญญาณ และคลื่นเหล่านั้นจะแตกต่างกันไปตั้งแต่เป็นภาพลางๆมัวๆไม่ชัดจนถึงชัดเจนจนทำให้รำคาญในคราวเดียวกัน สิ่งที่พวกเขามองเห็นในคลื่นนี้คือการทรงสถิตของวิญญาณ คือดวงวิญญาณของพวกเขาและดวงวิญญาณของคนที่อยู่รอบๆเขาด้วย

When in the presence of GOOD SPIRIT, the lines even though dark in appearance will exhibit a glowing LIGHT from its edges; whereas evil spirit will be absent of all light and will have a very ABRUPT DARK EDGE. The SAINT having the GIFT of SPIRITUAL DISCERNMENT will both SEE and FEEL the presence of GOOD and evil when exposed to it. Whereas the SPIRIT of GOOD will FEEL WARM and SOFT, the spirit of evil will feel COLD and DAMP, and sometimes emit a smell of mildew at varying intensities.

เมื่ออยู่ในการทรงสถิตของวิญญาณที่ดี แม้คลื่นที่มองเห็นจะเป็นสีมืดๆแต่ก็จะเปล่งแสงประกายออกมาจากตรงขอบ ในขณะที่หากเป็นวิญญาณชั่วจะมืดมิดแสงทุกอย่างจะหายไปและตรงขอบจะเป็นสีดำ ธรรมิกชนจะมีของประทานการสังเกตุวิญญาณจะสามารถมองเห็นและสัมผัสถึงการทรงสถิตของสิ่งที่ดีและชั่วร้ายได้ วิญญาณที่ดีจะสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นและอ่อนโยน ส่วนวิญญาณชั่วจะสัมผัสได้ถึงความหนาวเย็นและความหดหู่ และในบางครั้งจะมีกลิ่นชื้นของเชื้อราซึ่งจะมีความรุนแรงของกลิ่นที่แตกต่างออกไปด้วย

When evil is in the PRESENCE of the SAINTS, it will exhibit a gross level of uneasiness; and if the spirit is within a physical body, the person with the evil spirit will become very fidgety, cutting conversations short and contact times to a minimum. It will be obvious, that the intentions of the evil entity, is to remove themselves as far from the SAINTS as possible. The entity whether it is in spirit only or within a human body will exhibit FEAR while in the PRESENCE of the SAINTS. In spirit, the entity will move briskly away and hide from the SAINT, and in a physical form, the entity will not allow eye contact with the SAINT and will appear to be in a hurry to leave the area.

เมื่อวิญญาณชั่วอยู่ต่อหน้าธรรมิกชนมันจะมีความกระวนกระวายใจเป็นอย่างมาก และหากวิญญาณที่อยู่ในร่างของบุคคลนั้นเป็นวิญญาณชั่วด้วยแล้วเขาจะอยู่ไม่เป็นสุข จะตัดบทสนทนาให้สั้นลงและไม่อยากจะเสวนาด้วย มันจะสำแดงออกให้เห็นอย่างชัดเจนมากว่าความต้องการของที่แท้จริงของวิญญาณชั่วนั้นคือต้องอยู่ให้ห่างธรรมิกชนให้มากที่สุดที่จะทำได้ ไม่ว่าวิญญาณชั่วนั้นจะอยู่ในรูปของวิญญาณหรืออยู่ในบุคคลก็จะแสดงความกลัวออกมาขณะที่อยู่ต่อหน้าธรรมิกชน ในฝ่ายวิญญาณมันจะหลีกหนีด้วยความฉุนเฉียวและซ่อนตัวจากธรรมิกชน และหากอยู่ในรูปของตัวบุคคลพวกเขาจะไม่กล้าสบตากับธรรมิกชน และมักจะแสดงท่าทางเร่งรีบเพื่อที่จะหลีกหนีออกจากตรงนั้น

After the SAINT has RECEIVED HIS or HER ANOINTING, they will FEEL the ASCENSION PROCESS that will take place. The ASCENSION times for the SAINTS will be shortened in respect to that which normally occurs. Instead of thirty-day cycles for ASCENSION, the time will be reduced to TENDAY CYCLES. The accelerated cycles of ASCENSION will FEEL quite INVIGORATING at times, and this rapid change in SPIRITUAL AWARENESS will cause the SAINT to experience some uneasiness.

หลังจากที่ธรรมิกชนได้รับการเจิมแล้ว พวกเขาจะสัมผัสได้ถึงขั้นตอนรับขึ้นสู่สวรรค์ที่กำลังจะเกิดขึ้น เวลาแห่งการรับขึ้นไปของธรรมิกชนจะถูกทำให้สั้นลง คือแทนที่จะเป็นทุกๆ 30 วัน เวลาจะลดลงมาเหลือเพียงทุกๆ 10 วัน การที่เกิดการรับขึ้นสู่สวรรค์บ่อยขึ้นนั้นจะทำให้เขารู้สึกกระตือรือร้นขึ้น และการรับรู้ฝ่ายวิญญาณที่เกิดบ่อยขึ้นนี้จะทำให้พวกธรรมิกชนกระวนกระวายมากขึ้น

Unfortunately the PROCESS must run its course; however the BENEFITS of the QUICKENING of the SPIRIT in its AWARENESS will certainly outweigh any discomfort produced by the ASCENSION PROCESS. The ASCENSION PROCESS for all SAINTS will not exceed a SIXTY,DAY PERIOD, with most SAINTS finishing their ASCENSION PROCESS in THIRTY DAYS.

แต่ถึงอย่างไรขั้นตอนนั้นก็ต้องมีวันสิ้นสุด อย่างไรก็ดีประโยชน์ของการรับรู้ฝ่ายวิญญาณที่บ่อยขึ้นนั้นมีค่าเกินกว่าความไม่สะดวกสะบายที่เกิดขึ้นจากผลกระทบของขั้นตอนการรับขึ้นสู่สวรรค์ ขั้นตอนการรับขึ้นสู่สวรรค์ของเหล่าธรรมิกชนนั้นจะไม่ยาวนานเกิน 60 วัน ซึ่งธรรมิกชนโดยส่วนใหญ่จะถูกรับขึ้นสู่สวรรค์ภายใน 30 วันอยู่แล้ว

Ministering by the TRIBULATION SAINTS during the ASCENSION PROCESS to the DESPERATE and the NEEDY is acceptable, for the TIME is short and the NEED is GREAT to disperse the WORD of GOD to them that are WORTHY of it! With many people being left behind after the FIRST TRIBULATION RAPTURE, the RAPTURE of the BRIDE;

การทำพันธกิจของธรรมิกชนในช่วงเวลาแห่งการเตรียมขึ้นสู่สวรรค์ให้กับบรรดาคนที่สิ้นหวังและทุกข์ยากเป็นสิ่งที่ยอมรับได้ เพราะเป็นช่วงระยะเวลาที่สั้น และเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในการกระจายพระวจนะของพระเจ้าไปสู่บรรดาคนที่คู่ควร เนื่องจากจะมีคนจำนวนมากที่ถูกทิ้งไว้หลังจากการแร็พเจอร์ครั้งแรกก็คือการแร็พเจอร์เจ้าสาวของพระคริสต์

the one's being able to REALIZE they had been left behind will be DESPERATE in making AMENDS with THE LORD. These people will SEEK to FIND the WORD of GOD, and they trying to workout their SALVATION with GOD will overwhelm the SAINTS. Although the workload of the SAINTS will increase at a phenomenal rate shortly after the RAPTURE, this need for their assistance will lessen the ill effects they may experience by the ASCENSION PROCESS, and make it easier for them during the PROCESS.

คนที่ตระหนักแล้วว่าตัวเองถูกทิ้งไว้ไม่ได้ถูกรับไปนั้นจะหมดหวังที่จะแก้ตัวกับพระเจ้า คนเหล่านี้จะแสวงหาพระวจนะพระเจ้า และพยายามที่จะทำทุกอย่างเพื่อให้ได้รับความรอดและจะกลายเป็นธรรมิกชน แม้ว่าไม่นานหลังจากเกิดเหตุการณ์แร็พเจอร์ครั้งแรก งานของธรรมิกชนจะเพิ่มขึ้นแต่จากการช่วยเหลือของเหล่าธรรมิกชนทำให้จำนวนผู้บาดเจ็บลดลง ซึ่งส่งผลให้พวกเขาสัมผัสถึงขบวนการการรับสู่สวรรค์และช่วยทำให้ขั้นตอนเหล่านี้ง่ายขึ้น

VARYING Duties of the TRIBULATION SAINTS
ความหลากหลายในหน้าที่ของธรรมิกชน

The DUTIES of the TRIBULATION SAINTS will be to assist them whom are SEEKING OUT to TRUTHFULLY UNDERSTAND, that which is WRITTEN in the HOLY BIBLE. Many of the people coming to the SAINTS will have recently come out of the Church, not believing the explanations offered by the Church regarding the RAPTURE of the BRIDE. The Church will go to great lengths to explain what had happened to the 10,400,000 people who simply vanished from off the EARTH; none of which explanation given by the Church will be supportive of RAPTURE.

หน้าที่ของธรรมิกชน คือการช่วยเหลือผู้ที่แสวงหาความเข้าใจในความจริงของพระเจ้าที่เขียนอยู่ในพระคัมภีร์ ประชาชนมากมายที่เข้ามาหาธรรมิกชนคือพวกที่เพิ่งออกจากคริสตจักร เลิกเชื่อคำสอนของคริสตจักรเกี่ยวกับเรื่องการแร็พเจอร์เจ้าสาวของพระคริสต์ คริสตจักรจะพยายามหาเหตุผลมากมายมาอธิบายถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับประชากรจำนวน 10,400,000 คนที่อยู่ดีๆก็หายตัวไปจากโลก ซึ่งไม่มีคริสตจักรไหนเลยที่จะกล่าวว่านั่นคือการแร็พเจอร์์

The Church must do everything in its power to convince them who are in attendance of the Church that the phenomena, which had occurred, were not RAPTURE. For if they BELIEVE it was RAPTURE, how would the Church explain it's being LEFT BEHIND? Most people will grasp hold of the Church's explanations of the phenomena, regardless of how ridiculous it may be, for they themselves will refuse to believe that they had been LEFT BEHIND. However, there will be some people, not many, but a few, that will not believe the Church's given explanations, regarding the vanishing of 10,400,000 people, and these people will SEEK OUT the TRUTH regarding the phenomena.

คริสตจักรจะต้องทำทุกวิธีทางที่ทำได้เพื่อโน้มน้าวบรรดาสมาชิกของคริสตจักรให้เชื่อว่าเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นนั้น ไม่ใช่การแร็พเจอร์ เพราะหากพวกเขาเชื่อว่านั่นคือการแร็พเจอร์คริสตจักรจะตอบคำถามได้อย่างไรว่าทำไมพวกเขาจึงยังอยู่ไม่ถูกรับไปด้วย คนส่วนใหญ่จะเชื่อคำอธิบายของคริสตจักรเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ โดยไม่เอะใจว่ามันน่าขำสิ้นดี เนื่องจากตัวของพวกเขาเองด้วยที่ปฏิเสธจะเชื่อว่าพวกเขาก็เป็นกลุ่มคนที่ไม่ถูกรับไป แต่อย่างไรก็ดีจะมีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งไม่มากแต่ก็ไม่น้อยที่ไม่เชื่อคำอธิบายของคริสตจักรเนื่องจากคนหายไปถึง 10,400,000 คน คนเหล่านี้จะเริ่มต้นแสวงหาความจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้

The SAINTS will explain the TRUTH regarding the recent phenomena to these people, and also explain the DECEPTION of the Church, as PROPHESIZED in the Book of Revelation and in MY FOUR BOOKS. It will be the DUTY of the SAINTS to inform the people coming to them of how they, as SAINTS, have been left behind to gather up the WEDDING GUESTS. The SAINTS will also inform the people coming to them of what they must do to become a WEDDING GUEST. It is imperative that each person UNDERSTAND, that they as an INDIVIDUAL must establish their own RELATIONSHIP with GOD, and any gathering as a group will not suffice that RELATIONSHIP.

ธรรมมิกชนจะอธิบายความจริงเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นนั้นให้พวกเขาฟัง และยังได้อธิบายถึงการหลอกลวงของคริสตจักรซึ่งตรงตามที่พระธรรมวิวรณ์ได้พยากรณ์ไว้และตางกับหนังสือทั้งสี่เล่มของผมด้วย และเป็นหน้าที่ของธรรมิกชนที่จะเล่าความจริงให้คนเหล่าน้ันที่มาหาพวกเขาฟังว่าเหล่าธรรมิกชนได้ถูกทิ้งไว้เพื่อรวบรวมบรรดาแขกรับเชิญ ธรรมิกชนจะอธิบายพวกเขาเหล่านั้นถึงสิ่งที่พวกเขาจะต้องทำเพื่อที่จะได้เข้าสู่งานเลี้ยงเพื่อมีสิทธิเป็นแขกรับเชิญด้วย สิ่งสำคัญคือแต่ละคนจะต้องเข้าใจคือพวกเขาแต่ละคนจะต้องมีความสัมพันธ์กับพระเจ้าเป็นการส่วนตัว การสามัคคีธรรมแบบกลุ่มไม่เพียงพอสำหรับการมีความสัมพันธ์กับพระเจ้า

As the GREAT TRIBULATION moves on in time, the SAINTS will also provide SANCTITY to the people coming to them for COUNSELING, because GOD will not HEAR the prayers coming from anyone other than the SAINTS at this time. The SAINTS will act, as INTERCESSORS for the POTENTIAL WEDDING GUESTS, therefore any supplication coming from the POTENTIAL WEDDING GUESTS to GOD, must be CHANNELED through the TRIBULATION SAINTS.

เมื่อช่วงเวลาแห่งความทุกข์ยากลำบากดำเนินไป เหล่าธรรมิกชนจะเตรียมพร้อมตัวเองให้บริสุทธิพร้อมให้ความช่วยเหลือคนเหล่านั้น  เพราะในเวลานั้นพระเจ้าจะไม่รับฟังคำอธิษฐานจากใครเลยนอกจากเหล่าธรรมิกชนเท่านั้น ธรรมิกชนจะทำหน้าที่เป็นเหมือน Intercessors (ผู้ร้องทูล) แทนเหล่าแขกรับเชิญ ดังนั้นคำร้องทูลใดๆต่อพระเจ้าที่มาจากแขกรับเชิญเหล่านั้นจะส่งผ่านไปถึงพระองค์ผ่านบรรดาธรรมิกชน

The SAINTS will also provide some PROTECTION to them that are GATHERED for the WEDDING SUPPER (the WEDDING GUESTS), although the GREATEST PROTECTION will be PROVIDED by GOD in the form of a SEAL that will be GIVEN to each of the WEDDING GUESTS. The SEAL is called the SEAL of THE LIVING GOD that will envelope each of the WEDING GUESTS, protecting them from any outside forces coming from evil, or from the ANGELS of HEAVEN. The POTENTIAL WEDDING GUESTS will not yet have been BAPTIZED and the ANGELS of HEAVEN would perceive them to be an enemy of GOD if they hadn't the SEAL indicating that they BELONG to GOD,

ธรรมมิกชนจะมอบสิ่งป้องกันให้แก่บรรดาคนเหล่านั้นที่มารอเข้างานเลี้ยงแต่งงาน (แขกรับเชิญ) ด้วย แม้ว่าพระเจ้าจะประทานการป้องกันที่ยิ่งใหญ่ไว้ให้แขกรับเชิญทุกคนในรูปแบบของตราประทับไว้ให้เช่นกัน ตราประทับนั้นถูกเรียกว่า ตราประทับของพระเจ้าผู้ทรงพระชนม์ ซึ่งตราประทับเหล่านั้นจะทำหน้าที่ห่อหุ้มป้องกันแขกรับเชิญแต่ละคน โดยปกป้องพวกเขาจากการโจมตีจากสิ่งชั่วร้าย หรือจากบรรดาฑูตสวรรค์ของสวรรค์ เนื่องจากแขกรับเชิญเหล่านี้จะยังไม่ถูกบัพติสมา และฑูติสวรรค์ของสวรรค์อาจจะสังเกตุออกและเข้าใจไปว่าพวกเขาคือศัตรูของพระเจ้า หากพวกเขาไม่ถูกปกป้องซึ่งเป็นเหมือนเครื่องหมายสำแดงว่าพวกเขาเป็นของพระเจ้าก็อาจจะถูกทำร้ายได้


Revelation 7:2 And I saw another ANGEL ascending from the East, having the SEAL of the LIVING GOD: and he cried with a LOUD VOICE to the FOUR ANGELS, to whom it was given to HURT the EARTH and the SEA,


Revelation 7:3 Saying, HURT NOT THE EARTH, NEITHER THE SEA, NOR THE TREES, TILL WE HAVE SEALED THE SERVANTS OF OUR GOD IN THEIR FOREHEADS.


วิวรณ์ 7:2    แล้วข้าพเจ้าก็เห็นทูตสวรรค์อีกองค์หนึ่งปรากฏขึ้นมาจากทิศตะวันออก  ถือดวงตราของพระเจ้าผู้ทรงดำรงอยู่  และท่านได้ร้องประกาศด้วยเสียงอันดังแก่ทูตทั้งสี่  ผู้ซึ่งได้รับมอบอำนาจให้ทำอันตรายแก่แผ่นดินและทะเลนั้น

วิวรณ์ 7:3 3   ว่า  "จงอย่าทำอันตรายแผ่นดิน  ทะเล  หรือต้นไม้  จนกว่าเราจะได้ประทับตราไว้ที่หน้าผากผู้รับใช้ทั้งหลายของพระเจ้าเสียก่อน"

Although similar to the SEAL GIVEN to the SAINTS, the SEAL GIVEN to the WEDDING GUESTS is different in as much as the SPIRIT of GOD is not within the SEAL as it is with the SAINTS, because the WEDDING GUESTS ARE NOT YET BAPTIZED Whereas the SAINTS can SPIRITUALLY COMMUNICATION with GOD and the ANGELS,

แม้ว่าจะมีสิ่งคล้ายๆกันนี้มอบไว้ให้แก่เหล่าบรรดาธรรมิกชน ตราประทับที่มอบให้แก่แขกรับเชิญนั้นแตกต่างกันตรงที่พระวิญญาณของพระเจ้าไม่ได้สถิตอยู่กับตราประทับที่มอบให้แขกรับเชิญเหมือนกับที่มอบให้กับธรรมิกชน เพราะว่าแขกรับเชิญไม่ได้รับบัพติสมาในพระวิญญาณ แต่ธรรมิกชนสามารถสื่อสารทางฝ่ายวิญญาณกับพระเจ้าและบรรดาฑูตสวรรค์ได้

the WEDDING GUESTS cannot communicate outside of verbal communication; they must rely on the SAINTS for their DIRECTION and INSTRUCTIONS. The main threat to the POTENTIAL WEDDING GUEST after SEALING is their own MIND that which is contained within the same SEAL they reside in. The MIND can cause the person, even though SEALED to harm them self, and some of the POTENTIAL WEDDING GUESTS will FAIL as a result of their own MINDS.

แขกรับเชิญจะไม่สามารถสื่อสารแบบอื่นนอกเหนือจากการพูดได้ พวกเขาต้องพึ่งพาธรรมิกชนในการให้ทิศทางและคำแนะนำ อันตรายหลักๆต่อแขกรับเชิญหลังจากถูกประทับตราคือความคิดของเขาเองซึ่งอยู่ภายใต้ตราประทับเดียวกันกับที่พวกเขาอยู่ ความคิดอาจทำร้ายพวกเขาเองได้แม้ว่าจะอยู่ภายใต้ตราประทับ และแขกรับเชิญบางคนอาจล่วงหล่นไปเพราะความคิดของตัวเองก็เป็นได้ (เช่นความสงสัย ความไม่เชื่อในพระวิญญาณบริสุทธิ์ การไม่เชื่อฟัง การทำร้ายจิตวิญญาณตัวเอง)


Friday, January 17, 2014

เล่มที่ 4 บทที่ 34 : FAMILY AND FRIENS (ครอบครัวและเพื่อน)

MYSTERY BABYLON THE GREAT WHORE

Chapter 34 FAMILY and FRIENDS

ครอบครัวและเพื่อน

Who is your FAMILY and who are your FRIENDS? In the literal sense your FAMILY consists of people whom are genetically connected to you, such as your Great Grandparents and Grandparents, Mother, Father, Sisters, Brothers, Aunts, Uncles, Nieces, Nephews, and Cousins; all the people that make up your genetic family tree.

ใครคือครอบครัวของท่าน และใครคือเพื่อนของท่าน ในความหมายตามตัวอักษรครอบครัวนั้นประกอบด้วยคนผู้ซึ่งมีสายสัมพันธ์ทางสายเลือด เช่น คุณทวด ปู่ย่าตายาย แม่ พ่อ น้องสาวน้องสาว พี่ชายน้องชาย ลุงป้าน้าอา หลานชาย หลานสาว และลูกพี่ลูกน้อง คนเหล่านี้คือผู้ที่อยู่ในลำดับเครือญาติ ของท่าน

Also in the literal sense, people whom you probably call your FRIENDS are generally made up of associates and acquaintances; people you have met whom you believe are not your enemies.

ขณะเดียวกับ คำว่า เพื่อน ความหมายตามตัวอักษรคือกลุ่มคนที่มีปฏิสัมพันธ์กับคุณเป็นคนรู้จัก คนเหล่านั้นคือคนที่คุณมองว่าไม่ใช่ศัตรู

Therefore, in the literal sense, once you have met someone and they are no longer considered a STRANGER and you believe they are not your enemies; they immediately become your FRIENDS.

ดังนั้น เมื่อท่านได้พบกับใครก็ตามที่พวกเขาไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับคุณอีกต่อไป และคุณมองว่าเขาเหล่านั้นไม่ใช่ศัตรู พวกเขาจะถูกจัดอยู่ในกลุ่มของ เพื่อน ไปโดยปริยาย

Even though you may have only met a person a short while before introducing them to FAMILY and FRIENDS, you would more than likely introduce them as being your FRIENDS.

ถึงแม้ว่าท่านจะพบเขาเพียงแค่ช่วงเวลาสั้นๆก่อนที่จะแนะนำให้ครอบครัวและกลุ่มเพื่อนของคุณรู้จัก คุณก็จะเรียกคนเหล่านั้นว่าเป็นเพื่อนของคุณเช่นกัน

As defined thus far; are people having some sort of genetic connection to you really your FAMILY, and are all the people you have met during the course of your life whom you believe pose you no threat, your FRIENDS ?

จากคำจำกัดความด้านบน สรุปได้ว่า ใครก็ตามที่มีความสำพันธ์ทางสายเลือดกับคุณจะถูกเรียกว่า ครอบครัว และผู้คนที่คุณพบเจอผ่านเข้ามาในชีวิตและไม่มีอันตรายต่อคุณจะถูกเรียกว่า เพื่อน

In this Chapter titled, "FAMILY and FRIENDS", WE will discuss this matter, and PROPERLY define the meaning of FAMILY and FRIENDS in accordance with the WORD of GOD.

บทนี้หัวข้อเรื่อง ครอบครัวและเพื่อน เราจะพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งนี้ในความหมายตามพระวจนะพระเจ้า

Throughout time the words, "FAMILY and FRIENDS" have been watered down and improperly used, and THE LORD wants to put these TWO WORDS back into their PROPER PERSPECTIVE. Let US start by using JESUS' DEFINITION of the WORDS, FAMILY and FRIENDS: For JESUS CHRIST is the WORD of GOD.

ตลอดเวลาที่ผ่านมา คำว่า “ครอบครัวและเพื่อน” ได้ถูกใช้บ่อยครั้งและอย่างไม่ถูกต้อง และพระเจ้าปรารถนาจะให้เราเข้าใจความหมายของคำนี้อย่างถูกต้อง โดยเริ่มกันที่ความหมายตามที่พระเยซูใช้คำว่า ครอบครัว และ เพื่อน ในพระวจนะก่อน เพราะพระเยซูคือพระวาทะ

FAMILY DEFINED/
คำจำกัดความของคำว่าครอบครัว

Matthew 12:46 While HE yet talked to the people, behold, HIS mother and his brethren stood without, desiring to speak with HIM.

Matthew 12:47 Then one said unto HIM, Behold, thy mother and thy brethren stand without, desiring to speak with THEE.

Matthew 12:48 But HE answered and said unto him that told HIM, WHO IS MY MOTHER? AND WHO ARE MY BRETHREN?

Matthew 12:49 And HE stretched forth HIS HAND toward HIS Disciples, and said, BEHOLD MY MOTHER AND MY BRETHREN!

Matthew 12:50 FOR WHOSOEVER SHALL DO THE WILL OF MY FATHER WHICH IS IN HEAVEN, THE SAME IS MY BROTHER, AND SISTER, AND MOTHER.

มัทธิว 12:46 ขณะที่พระองค์ยังตรัสกับประชาชนอยู่นั้น ดูเถิด มารดาและพวกน้องชายของพระองค์พากันมายืนอยู่ภายนอกประสงค์จะสนทนากับพระองค์

12:47 แล้วมีคนหนึ่งทูลพระองค์ว่า "ดูเถิด มารดาและพวกน้องชายของพระองค์ยืนอยู่ข้างนอกประสงค์จะสนทนากับพระองค์"

12:48 แต่พระองค์ตรัสตอบผู้ที่ทูลพระองค์นั้นว่า "ใครเป็นมารดาของเรา ใครเป็นพี่น้องของเรา"

12:49 พระองค์ทรงเหยียดพระหัตถ์ไปทางพวกสาวกของพระองค์ และตรัสว่า "ดูเถิด นี่เป็นมารดาและพี่
น้องของเรา

12:50 ด้วยว่าผู้ใดจะกระทำตามพระทัยพระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์ ผู้นั้นแหละเป็นพี่น้องชายหญิงและมารดาของเรา"

These last few SCRIPTURES very ACCURATELY DEFINE the WORD, "FAMILY". When JESUS spoke these WORDS, HE was addressing HIS DISCIPLES, for HE stretched forth HIS HAND towards HIS DISCIPLES. JESUS' DISCIPLES are CALLED, "THE BRIDE of CHRIST".  

ข้อพระคำภีร์ข้อท้ายๆ ให้คำจำกัดความคำว่า “ครอบครัว” ได้ชัดเจนมาก เมื่อพระเยซูพูดคำนี้ พระองค์หมายถึงเหล่าสาวกของพระองค์เพราะพระองค์ได้ยื่นมือชี้ไปที่พวกเขา เหล่าสาวกของพระองค์ถูกเรียกว่า “เจ้าสาวของพระคริสต์”

Therefore, anyone being of the "BRIDE of CHRIST" is considered by GOD to be FAMILY. This is YOUR real FAMILY A real FAMILY consists of them whom you have SPIRITUAL TIES to, not them who you are simply genetically related to.

ดังนั้น ใครก็ตามที่เป็นเจ้าสาวของพระคริสต์นั้นถูกเรียกว่าเป็น ครอบครัว ของพระองค์ด้วย นี่แหละคือครอบครัวที่แท้จริงของคุณ ครอบครัวที่แท้จริงนั้นประกอบไปด้วยคนที่ผูกพันกันทางพระวิญญาณ ไม่ใช่การผูกพันเพียงแค่ทางสายเลือด

GOD SEES the PEOPLE "IN CHRIST" as being CHRIST. The WORD, "CHRIST", can be considered a "FAMILY NAME", much like the name Jones or Smith is used as a family name on EARTH. However, unlike the names of Jones and Smith; whereas many people having those names are not genetically related;

พระเจ้ามองประชากรที่อยู่ “ในพระคริสต์” ว่าเป็นเหมือนพระคริสต์ คำว่า “พระคริสต์” ในที่นี้หมายถึง “นามสกุล” เหมือนๆกับนามสกุลคนทั่วๆไป เช่น โจนส์ หรือ สมิท ที่ใช้กับนามสกุลของชาวโลก แต่ต่างกันตรงที่ เหล่าชาว “วงศ์พระคริสต์” นี้ไม่ได้ผูกพันกันทางสายเลือดเหมือนคนทั่วไป
         
ALL HAVING THE NAME CHRIST ARE SPIRITUALLY RELATED BY MARRIAGE and are in the FAMILY of GOD through MARRIAGE. MARIAGE is SANCTITY by GOD, bringing TWO together as ONE in HOLY MATRIMONY.

        ทุกคนที่ได้ใช้ชื่อ วงศ์พระคริสต์ นี้มีความเกี่ยวพันทางพระวิญญาณผ่านการแต่งงานและกลายเป็นครอบครัวของพระเจ้าโดยการแต่งงานนั้น การแต่งงานนั้นเป็นที่ถวายเกียรติแด่พระเจ้า เป็นการนำสองคนเข้าเป็นหนึ่งเดียวกันในความบริสุทธิ์ของพิธีสมรส

          The FIRST HEAVENLY MARRIAGE is the MARRIAGE of the TWO SOUL-MATES, TWO SPIRITS SHARING IN ONE SOUL; BOTH SERVING THE SAME PURPOSE IN GOD. These SPIRITS have GENDER; with one SPIRIT being a MALE, and the other SPIRIT being a FEMALE.  

การสมรสบนสวรรค์ครั้งแรกนั้นเป็นการแต่งงานของคู่จิตวิญญาณ (soul mates) คือดวงวิญญาณสองดวงที่มีจิตวิญญาณเดียวกัน ทั้งสองรับใช้เป้าหมายเดียวกันในพระเจ้า วิญญาณเหล่านี้มีเพศ โดยวิญญาณหนึ่งเป็นเพศชาย และอีกดวงวิญญาณเป็นเพศหญิง

IN MARRIAGE, the TWO SOUL-MATES become ONE, however NEITHER lose their IDENTITY. BOTH SPIRITS remain as INDIVIDUAL SPIRITS sharing in ONE SOUL, however the TWO ACT as a SINGLE ENTITY, doing ALL that they do together as ONE.

โดยการแต่งงาน คู่จิตวิญญาณ (soul mates) ทั้งสองนี้จะรวมเป็นหนึ่งเดียว อย่างไรก็ตามทั้งสองไม่ได้สูญเสียความเป็นตัวตนของตัวเอง ทั้งสองดวงวิญญาณยังคงเป็นดวงวิญญาณที่ต่างกันอยู่เพียงแต่มีจิตวิญญาณเดียวกัน ต่างทำหน้าที่ของตนแต่เป็นหนึ่งเดียวกัน ทุกสิ่งที่พวกเขาทำร่วมกันเป็นหนึ่งเดียวกัน

The SECOND HEAVENLY MARRIAGE is the MARRIAGE of the SOUL MATES to CHRIST. In this CASE with CHRIST being the DOMINANT ENTITY, the SOUL-MATES take on the ROLE of the BRIDE and TAKE the FAMILY NAME OF THE GROOM, CHRIST!  

การสมรสบนสวรรค์ลำดับที่สองนั้นเป็นการแต่งงานของคู่จิตวิญญาณ (soul mates) กับพระคริสต์ ในกรณีนี้พระคริสต์มีสถานะเป็นผู้ครอบครองผู้เดียว ดังนั้น Soul mates นั้นจึงมีบทบาทเป็นเสมือน เจ้าสาว และใช้นามสกุลของเจ้าบ่าว นั่นคือ วงศ์พระคริสต์

It is by the SECOND MARRIAGE that the BRIDE of CHRIST enters into the TRINITY, thus giving the BRIDE a DIRECT ACCESS to GOD via THE SON, YESHUA.          

การแต่งงานลำดับที่สองนี้เอง ที่เจ้าสาวของพระคริสต์ได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของตรีเอกานุภาพ ซึ่งสิ่งนี้เป็นการมอบสิทธิ์ให้กับเจ้าสาวสามารถเข้าถึงพระเจ้าได้โดยตรงผ่านพระบุตร – โยชาวาย์ (Yeshua)

The THIRD MARRIAGE is the TRINITY MARRIAGE, the MARRIAGE of CHRIST to GOD. This is the FINAL MARRIAGE. In this CASE, with GOD BEING THE DOMINANT ENTITY, CHRIST takes on, the ROLE of the BRIDE, and RECEIVES GOD'S FAMILY NAME, IXOTE.

การสมรถลำดับที่สามคือ การสมรถของตรีเอกานุภาพ คือการสมรสระหว่างพระคริสต์กับพระเจ้า นี่เป็นการแต่งงานลำดับสุดท้าย ในครั้งนี้พระเจ้าคือผู้ครอบครอง พระคริสต์จึงมีสถานะเป็ฯเจ้าสาว และได้ใช้นามสกุลของพระเจ้า นั่นคือ IXOTE (พระนามของพระวิญญาณบริสุทธิ์)

IXOTE is THE HOLY SPIRIT of GOD, AND GOD'S IDENTITY. When CHRIST RECEIVES the NAME IXOTE this by HOLY DECREE DESIGNATES CHRIST AS BELONGING ONLY TO GOD.

IXOTE คือพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า และเป็นเอกลักษณ์ของพระเจ้า เมื่อพระคริสต์ได้รับพระนาม IXOTE ของพระวิญญาณบริสุทธิ์แล้วนั้นเป็นการประกาศว่าพระคริสต์เป็นของพระเจ้าเพียงผู้เดียว

Whereas CHRIST is GOD'S PURPOSE, HIS SOUL, IXOTE, IS GOD'S SPIRIT, HIS IDENTITY, therefore, CHRIST assumes the ROLE as GOD, in IXOTE.

เนื่องจาก พระคริสต์ คือ พระประสงค์ของพระเจ้า, พระจิตวิญญาณของพระองค์ , พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า, ดวงวิญญาณของพระเจ้า, และเป็นพระอัตลักษณ์ของพระเจ้า ดังนั้นจึงสามารถสรุปได้ว่า พระคริสต์นั้นเป็นบทบาทของพระเจ้าใน IXOTE (พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า)

Each of these MARRIAGES is an ASCENDING. The FIRST is the ASCENDING of MAN into CHRIST outside of the TRINITY, thus proclaiming by ASCENDING that MAN IS CHRIST, THE SON Of MAN.

การแต่งงานแต่ละครั้งเป็นการเลื่อนลำดับขั้น ในการแต่งงานแรกนั้นเป็นการเลื่อนลำดับจากมนุษย์เข้าสู่พระคริสต์ แต่ยังไม่อยู่ในตรีเอกานุภาพ ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า โดยการเลื่อนลำดับขั้นมนุษย์คือพระคริสต์ผู้ซึ่งเป็นบุตรของมนุษย์

The SECOND is the ASCENDING of CHRIST, YESHUA, WITHIN THE TRINITY, thus PROCLAIMING by ASCENSION that CHRIST is the SON of GOD. And, the THIRD ASCENDING of CHRIST into IXOTE, BY DECREE of GOD, PROCLAIMS THAT CHRIST is GOD.

การเลื่อนลำดับครั้งที่สองคือการเลื่อนลำดับของพระคริสต์ – เยชูวาห์ เข้าสู่ตรีเอกานุภาพ ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่า จากการเลื่อนอันดับ พระคริสต์จึงเป็นบุตรของพระเจ้า และ การเลื่อนอันดับครั้งที่สามคือ การเลื่อนอันดับของพระคริสต์เขาสู่ IXOTE โดยพระบัญญัติของพระเจ้า จึงกล่าวได้ว่า พระคริสต์เป็นพระเจ้า

Psalm 82:1 GOD standeth in the CONGREGATION of the MIGHTY; HE JUDGETH among the GODS.

Psalm 82:6 I have said, YE ARE GODS; and ALL of you are CHILDREN of the MOST HIGH.

Psalm 82:7 But ye shall die like men, and fall like one of the princes.

Psalm 82:8 ARISE, 0 GOD, JUDGE the EARTH: for thou shalt  INHERIT ALL NATIONS.

สดุดี 81:1 จงร้องเพลงถวายพระเจ้า พระกำลังของพวกเรา จงเปล่งเสียงอย่างชื่นบานถวายแด่พระเจ้าของยาโคบ

สดุดี 82:6 เราได้กล่าวว่า "ท่านทั้งหลายเป็นพระ เป็นบุตรขององค์ผู้สูงสุด ท่านทุกคนนั่นแหละ

82:7 ถึงกระนั้น ท่านก็จะตายอย่างมนุษย์และล้มลงเหมือนเจ้านายคนหนึ่งคนใด"

82:8 โอ ข้าแต่พระเจ้า ขอทรงลุกขึ้นพิพากษาแผ่นดินโลก เพราะบรรดาประชาชาติทั้งสิ้นจะเป็นมรดกของพระองค์

FRIENDS DEFINED 
คำจำกัดความ ของคำว่า เพื่อน

Whereas the WORD, "FAMILY", has been somewhat distorted in its use, the WORD, "FRIEND" has been GROSSLY MISUSED! The WORD, "FRIEND", in accordance with the WORD of GOD, depicts a PERSON whom has a LOVE of GOD by VIRTUE of their LOVE of JESUS CHRIST. SCRIPTURE calls these FRIENDS of JESUS, those whom "are CALLED unto the MARRIAGE SUPPER of the LAMB".

เนื่องจากคำว่า “ครอบครัว” ถูกนำมาใช้อย่างบิดเบือนความหมาย คำว่า “เพื่อน” ก็ถูกนำมาใช้อย่างผิดความหมายด้วยเช่นกัน คำว่า “เพื่อน” ตามความหมายของพระวจนะพระเจ้านั้นหมายถึง บุคคลที่มีความรักของพระเจ้าโดยการมีความรักอย่างบริสุทธิ์ต่อพระเยซูคริสต์ พระวจนะเรียกเพื่อนของพระเยซูว่าเป็น “กลุ่มคนที่ถูกเชิญให้เข้าสู่งานเลี้ยงอาหารค่ำของงานมงคลสมรสของพระเมษโปดก”

Revelation 19:9 And he saith unto me, WRITE, BLESSED ARE THEY WHICH ARE CALLED UNTO THE MARRIAGE SUPPER OF THE LAMB. And he saith unto me, THESE ARE THE TRUE SAYINGS OF GOD.

วิวรณ์ 19:9 และทูตสวรรค์องค์นั้นสั่งข้าพเจ้าว่า "จงเขียนไว้เถิดว่า ความสุขมีแก่คนทั้งหลายที่ได้รับเชิญมาในการมงคลสมรสของพระเมษโปดก" และท่านบอกข้าพเจ้าว่า "ถ้อยคำเหล่านี้เป็นพระดำรัสแท้ของพระเจ้า"

These are the WEDDING GUESTS whom are the FRIENDS of the GROOM, JESUS CHRIST. FRIENDS, though they are CLOSE to JESUS and LOVE HIM, haven't any SPIRITUAL RELATION to HIM, as does the BRIDE.

แขกรับเชิญเข้าสู่งานสมรสเหล่านี้คือผู้ซึ่งเป็นเพื่อนของเจ้าบ่าวคือพระเยซูคริสต์ เพื่อนเหล่านี้แม้จะมีความใกล้ชิดพระคริสต์อย่างมากและรักพระองค์มากมาย แต่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางพระวิญญาณกับพระองค์เหมือนกับ เจ้าสาว

Whereas the BRIDE is FAMILY, the WEDDING GUESTS are FRIENDS. And whereas the BRIDE has OWNERSHIP in HEAVEN by INHERITANCE, the WEDDING GUESTS own nothing in HEAVEN, but they are HONORED GUESTS.

ในทางตรงข้ามเจ้าสาวเป็นครอบครัว แขกรับเชิญมางานแต่งงานเป็นเพื่อน เจ้าสาวได้รับสิทธิครอบครองในสวรรค์เป็นมรดก ในขณะที่แขกรับเชิญไม่มีส่วนใดๆในสวรรค์แต่พวกเขาเป็นแขกผู้มีเกียรติ

JESUS, in the SCRIPTURES of the GOSPEL of John, first refers to HIS DISCIPLES as being HIS FRIENDS. HE does this because HIS DISCIPLES had not yet been BAPTIZED in the SPIRIT of GOD, therefore at that TIME they could only be considered WEDDING GUESTS, FRIENDS of the GROOM.

ในพระธรรมยอห์น เป็นครั้งแรกที่พระเยซูคริสต์ได้พูดถึงสาวกของพระองค์ว่าเป็นเพื่อน พระองค์ทำเช่นนั้นเนื่องจากสาวกเหล่านั้นยังไม่ได้รับบัพติสมาในพระวิญญาณบริสุทธิ์ ดังนั้นในเวลานั้นพวกเขาเป็นได้อย่างมากก็คือ แขกรับเชิญในงานแต่ง ซึ่งคือเพื่อนของเจ้าบ่าว

However, in the very next Chapter of the GOSPEL of John, JESUS explains to HIS DISCIPLES that once they are BAPTIZED, they will no longer need to PRAY in HIS NAME, and from that TIME forward, they can PRAY DIRECTLY to GOD;

อย่างไรก็ตามในบทถัดไปของพระกิติคุณยอห์น พระเยซูคริสต์ได้อธิบายแก่สาวกของพระองค์ว่า ทันทีที่พวกเขาได้รับบัพติสมาแล้ว พวกเขาจะไม่จำเป็นต้องอธิษฐานในนามของพระองค์อีกต่อไป แต่นับจากนั้นพวกเขาสามารถอธิษฐานต่อพระเจ้าได้เองโดยตรง

for they will be LOVED by GOD, as JESUS is LOVED by GOD. Once the DISCIPLES  had been BAPTIZED in THE SPIRIT of GOD, they became FAMILY and were by SPIRIT, SPIRITUALLY RELATED to JESUS.

เพราะพวกเขาจะเป็นคนที่พระเจ้าทรงรักและโปรดปราน เหมือนกับพระเยซูคริสต์เป็นที่รักของพระเจ้า ครั้นเมื่อสาวกเหล่านั้นได้รับบัพติสมาจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้า พวกเขาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวและมีความสัมพันธ์ทางพระวิญญาณกับพระเยซู

John 15:13 GREATER LOVE HATH NO MAN THAN THIS, THAT A MAN LAY DOWN HIS LIFE FOR HIS FRIENDS.

John 15:14 YE ARE MY FRIENDS, IF YE DO WHATSO EVER I COMMAND YOU.

John 15:15 HENCEFORTH I CALL YOU NOT SERVANTS; FOR THE SERVANT KNOWETH NOT WHAT HIS LORD DOETH: BUT I HAVE CALLED YOU FRIENDS; FOR ALL THINGS THAT I HAVE HEARD OF MY FATHER I HAVE MADE KNOWN UNTO YOU.

John 15:16 YE HAVE NOT CHOSEN ME, BUT I HAVE CHOSEN YOU, AND ORDAINED YOU, THAT YE SHOULD GO AND BRING FORTH FRUIT, AND THAT YOUR FRUIT SHOULD REMAIN: THAT WHATSOEVER YE SHALL ASK OF THE FATHER IN MY NAME. HE MAY GIVE IT YOU.

ยอห์น 15:13 ไม่มีผู้ใดมีความรักที่ยิ่งใหญ่กว่านี้ คือการที่ผู้หนึ่งผู้ใดจะสละชีวิตของตนเพื่อมิตรสหายของตน

15:14 ถ้าท่านทั้งหลายประพฤติตามที่เราสั่งท่าน ท่านก็จะเป็นมิตรสหายของเรา

15:15 เราไม่เรียกท่านทั้งหลายว่าทาสอีก เพราะทาสไม่ทราบว่านายของเขาทำอะไร แต่เราเรียกท่านว่ามิตรสหาย เพราะว่าทุกสิ่งที่เราได้ยินจากพระบิดาของเรา เราได้สำแดงแก่ท่านแล้ว

15:16 ท่านทั้งหลายไม่ได้เลือกเรา แต่เราได้เลือกท่านทั้งหลาย และได้แต่งตั้งท่านทั้งหลายไว้ให้ท่านจะไปเกิดผล และเพื่อให้ผลของท่านอยู่ถาวร เพื่อว่าเมื่อท่านทูลขอสิ่งใดจากพระบิดาในนามของเรา พระองค์จะได้ประทานสิ่งนั้นให้แก่ท่าน

As WEDDING GUESTS, ALL MUST PRAY IN THE NAME OF JESUS . CHRIST, whereas this is not a requirement for THE BRIDE. Whereas JESUS acts as an INTERCESSOR on behalf of the WEDDING GUESTS, THE BRIDE may PRAY DIRECTLY TO GOD.    

สำหรับแขกรับเชิญนั้น พวกเขาจะต้องอธิษฐานในนามของพระเยซูคริสต์ ซึ่งสิ่งนี้ไม่จำเป็นสำหรับเจ้าสาวของพระคริสต์ เนื่องจากพระเยซูทำหน้าที่เหมือนตัวกลางในการอธิษฐานแทนบรรดาแขกรับเชิญ แต่เจ้าสาวสามารถอธิษฐานได้โดยตรงต่อพระเจ้า

John 16:24 HITHERTO HAVE YE ASKED NOTHING IN MY NAME: ASK, AND YE SHALL RECEIVE, THAT YOUR JOY MAYBE FULL.

John 16:25 THESE THINGS HAVE I SPOKEN UNTO YOU IN PROVERBS: BUT THE TIME COMETH, WHEN I SHALL NO MORE SPEAK UNTO YOU IN PROVERBS, BUT I SHALL SHEW YOU PLAINLY OF THE FATHER.

John 16:26 AT THAT DAY YE SHALL ASK IN MY NAME: AND I SAY NOT UNTO YOU, THAT I WILL PRAY THE FATHER FOR YOU:

John 16:27 FOR THE FATHER HIMSELF LOVETH YOU, BECAUSE YE HAVE LOVED ME, AND HAVE BELIEVED THAT I CAME OUT FROM GOD.

ยอห์น 16:24 แม้จนบัดนี้ท่านยังไม่ได้ขอสิ่งใดในนามของเรา จงขอเถิดแล้วจะได้ เพื่อความชื่นชมยินดีของท่านจะมีเต็มเปี่ยม

16:25 เราพูดเรื่องนี้กับท่านเป็นคำอุปมา แต่วันหนึ่งเราจะไม่พูดกับท่านเป็นคำอุปมาอีก แต่จะบอกท่านถึงเรื่องพระบิดาอย่างแจ่มแจ้ง

16:26 ในวันนั้นพวกท่านจะทูลขอในนามของเรา และเราจะไม่บอกท่านว่า เราจะอ้อนวอนพระบิดาเพื่อท่าน

16:27 เพราะว่าพระบิดาเองก็ทรงรักท่านทั้งหลาย เพราะท่านรักเราและเชื่อว่าเรามาจากพระเจ้า

This LOVE of JESUS and BELIEF in HIS WORDS COMES BY WAY of HOLY SPIRIT BAPTISM, for the BRIDE; however, for the FRIENDS, the WEDDING GUESTS, HOLY SPIRIT BAPTISM, provides them with the FAITH needed to BELIEVE in JESUS, but their LOVE of JESUS is their OWN, and not the LOVE of THE HOLY SPIRIT for HIS SON. HOLY SPIRIT LOVE ONLY TRANSCENDS WITHIN THE FAMILY of CHRIST.



ความรักของพระเยซูคริสต์ และความเชื่อในพระคำของพระองค์นี้ มาจากการรับบัพติสมาในพระวิญญาณบริสุทธิ์ของเจ้าสาว แต่อย่างไรก็ดีสำหรับเพื่อนผู้ซึ่งเป็นแขกรับเชิญนั้น การรับบัพติสมาในพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ทำให้พวกเขามีความเชื่อที่จำเป็นในการเชื่อพระเยซู แต่ความรักของพระเยซูนั้นมาจากพวกเขาเอง และไม่ใช่ความรักของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่มีต่อพระบุตรของพระองค์ ความรักของพระวิญญาณบริสุทธิ์มีให้เฉพาะในครอบครัวของพระคริสต์เท่านั้น.